The Concept of Media Lab in the Context of Thai Society
Thai Media Lab เป็นเครือข่ายความร่วมมือระหว่างนักวิชาการและวิชาชีพ ในการทำวิจัย ทดลอง และพัฒนานวัตกรรมสื่อร่วมกัน เครือข่ายนี้เริ่มมาจากตั้งแต่ตอนปี 2562 โดยเราในฐานะนักวิจัยที่สนใจเรื่องของนวัตกรรมสื่อทำการศึกษาแนวทางของการส่งเสริมนวัตกรรมสื่อในหลาย ๆ ประเทศและพบว่า กลไกหนึ่งที่สำคัญคือ ห้องทดลองพัฒนาสื่อ ทีเรียกว่า “Media Lab”
พอได้ยินคำว่า Media Lab คำแรกที่เด้งเข้ามาในความคิดก็น่าจะคือ MIT Media Lab นั่นแหล่ะ หนึ่งในต้นแบบที่ดีมาก ๆ ที่เราควรเรียนรู้ เพราะการพัฒนานวัตกรรมให้นำไปใช้งานได้จริง ต้องมีโครงสร้าง ระบบ การสนับสนุนที่เป็นองค์กรเครือข่ายให้เกิดการพัฒนาได้จริง แต่ Media Lab ที่มีอยู่ทั่วโลกมีเยอะ มากๆ น่าจะเข้าหลักร้อยได้ มีเป้าหมาย และโจทย์การพัฒนาที่แตกต่างกันไป แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ การเป็นกลไกที่ทำให้หลาย ๆ ประเทศใช้สื่อในการเป็น solution ทางสังคมได้ ในขณะเดียวกัน องค์กรสื่อหลาย ๆ ที่ในต่างประเทศก็มี Media Lab ของต้วเอง ซึ่งพัฒนานวัตกรรมให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของนิเวศน์สื่อ และเขาก็หาทางไปต่อของคำว่า “คุณภาพสื่อ” ได้ในหลายแง่มุม (โพสต์หน้าจะมาถอดบทเรียนต่างประเทศเล่าให้ฟัง)
พอทำวิจัยอ่าน case studies ไปสักระยะ เราก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า ท่ามกลางการอยู่ในฝุ่นตลบว่า “สื่อจะยังมีความสำคัญอย่างไรกับสังคมไทย” ถ้าเรามีกลไกแบบ Media Lab เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร
ช่วงปี 2560 ประเทศไทยมี กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ที่เป็นหน่วยงานให้ทุนการพัฒนาสื่อ .. ปีนั้นเราจึงเริ่มรวมเครือข่าย..ไปขายฝัน ขายไอเดียกับนักวิจัยหลาย ๆ ท่าน เพื่อชวนมาทดลองสร้าง Thai Media Lab ด้วยกัน

เริ่มต้นจาก 4 มหาวิทยาลัย ภายใต้ธีม “ทำงานกับชุมชนได้นวัตกรรมสื่อเพื่อชุมชน” โจทย์ปีนั้น คนทดลองคือ อาจารย์-นักศึกษาด้านสื่อ-ชุมชนพื้นที่ที่ต้องการใช้สื่อ เราทดลองภายใต้แนวคิด “การเล่าเรื่องข้ามสื่อ” (Transmedia Storytelling) เพื่อหาว่า การเล่าเรื่องแบบนี้จะเป็นเครื่องมือสื่อสารใหม่ให้ชุมชนในประเด็นสังคมได้ไหม แล้วก็ได้ต้นแบบเรื่อง ชาติพันธ์กับการป้องกันฝุ่นควัน (คณะวิทยากรจัดการ มรภ.เชียงราย) เล่าเรื่องชุมชนบางลำพูและนางเลิ้ง (วิทยาลัยนวัตกรรม ม.ธรรมศาสตร์) และ Gen Z กับการเล่าเรื่องข้ามสื่อขับเคลื่อนเรื่องสิ่งแวดล้อม (คณะสื่อสารมวลชน ม.รามคำแหง + นิเทศศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์)
จากโมเดลนั้นเราพบว่า การทำงานประสานแบบมีส่วนร่วม มีโจทย์เชิงพฤติกรรม และมองการผลิตสื่อเป็นเครื่องมือ “สร้างพฤติกรรม” ให้กับผู้ที่ร่วมในกระบวนการ ก็ขยายโจทย์และภาคีเพิ่มอีกกว่า 10 กว่าเครือข่ายในปีต่อมา และทำเรื่อง “การแกล้งกันในโรงเรียน”
ปีนั้นได้ต้นแบบสื่อที่ไปใช้กับพื้นที่ ชุมชน โรงเรียนหลายจังหวัด (ไว้มาขยายเล่าให้ฟัง) เราพบว่า นวัตกรรมสื่อ ไม่ใช่ต้องทำกับเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เป็นการ “ใช้สื่อที่เหมาะกับผู้รับสารและเป้าหมายในแต่ละพื้นที่ แต่เอามาสร้างกระบวนการ และการใช้งานในโจทย์ใหม่ ๆ = นวัตกรรมเชิงกระบวนการ” และในกระบวนการนั้นผู้ที่ร่วมกระบวนการได้เปลี่ยนทัศนคติ และ พฤติกรรมเรื่องการแกล้งกันด้วย สื่อจึงเป็นมากกว่าแค่การสื่อสาร แต่เป็นเครื่องมือ “Solution” ของการแก้ปัญหาสังคมได้ด้วย
เราเห็นละว่า..การมีส่วนร่วมในการทดลอง ทั้งจากวิชาชีพ-ชุมชน-วิชาการ และมีองค์กรให้ทุนสนับสนุน โดยเราออกแบบกระบวนการให้เป็น Action Research ที่เป็นห้องทดลอง งานวิจัยไม่ต้องอยู่บนหิ้ง เอาไปใช้ได้จริง นวัตกรรมสื่อถูกใช้งานเชิงสังคมได้
ปีถัดมาเราถอดบทเรียนเป็นหนังสือ Transmedia Storytelling การเล่าเรื่องข้ามสื่อ เล่มแรกในไทยที่เป็นภาษาไทย ซึ่งตอนทำหนังสือ เราก็ใช้กระบวนการ Lab ในการอบรมพัฒนาทักษะ และถอดบทเรียนจากการอบรมนั้น เพื่อทำให้ได้เนื้อหาการเล่าเรื่องข้ามสื่อที่เข้าใจได้ง่ายขึ้น และ มีแนวทางเอาไปใช้ในการออกแบบเนื้อหาที่ทำได้จริงมากขึ้น..เพื่อให้คนที่อยากใช้เครื่องมือการเล่าเรื่องข้ามสื่อมาสร้างนวัตกรรม ไม่ต้องอ่านเฉพาะภาษาอังกฤษ ความรู้นี้จะได้กระจายกว้างมากขึ้น (สามารถ download หนังสือได้ฟรีที่ https://bit.ly/4cZtkjR)
ปีนี้ 2566–67 เป็นปีที่เห็นรูปธรรมของการทำงานระหว่างวิชาการ-วิชาชีพในการพัฒนากระบวนการทำงาน และ product ขององค์กรสื่อที่ชัดเจน มี 7 ทีมต้นแบบที่ทำงานระหว่างนักวิจัยและองค์กรสื่อ เพื่อพัฒนาโจทย์ที่องค์กรสื่อต้องการพัฒนาร่วมกัน ทั้งหมดใช้งานได้จริง และเห็นโอกาสในการขยาย Value Creation ของ product ในองค์กรสื่อได้ (ติดตามในโพสต์ Digital Media & Audience Participation Lab)
สุดท้าย Thai Media Lab ก็คือพื้นที่ของการเชื่อมคนมาทดลองนวัตกรรมสื่อด้วยกัน ไม่มีขอบเขตจำกัดในเชิงประเด็น แต่เรามีเป้าหมายร่วมกันในการจะพัฒนานวัตกรรมสื่อ empower คนที่อยู่ในกระบวนการ และ empower สังคมที่นำนวัตกรรมไปใช้งาน และในอนาคต ถ้าเราต่อยอดไปถึงการบ่มเพาะให้ผู้ประกอบการหารายได้จากนวัตกรรมได้อย่างชัดเจน กระบวนการ Media Lab ก็จะยิ่งครบมากขึ้น และเราจะปักหมุดการพัฒนา “สื่อเพื่อเป็นฟันเฟืองของสังคม” ได้อย่างยั่งยืน
